เมื่อพื้นที่จัดงานใหญ่ขึ้นและจำนวนผู้ฟังมากขึ้น หนึ่งในโจทย์สำคัญของการออกแบบระบบเสียงคือ

ทำอย่างไรให้ผู้ฟังในแต่ละตำแหน่งได้รับประสบการณ์เสียงที่เหมาะสม ไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่หน้าเวที

ปัญหาที่พบได้ในงานจริงคือ บริเวณด้านหน้าเวทีอาจดังมาก แต่เมื่อเดินไปด้านหลังกลับรู้สึกว่าเสียงลดลงหรือรายละเอียดไม่ชัดเท่าที่ควร หากแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มระดับเสียงจากลำโพงด้านหน้าเพียงอย่างเดียว ผู้ฟังบริเวณใกล้ลำโพงก็อาจได้รับระดับเสียงมากเกินไป

เพราะฉะนั้น สำหรับงาน Concert, Live Event, Auditorium หรือพื้นที่ที่มีระยะการฟังลึก สิ่งที่ต้องคิดจึงไม่ใช่เพียง

“ลำโพงดังได้แค่ไหน?”

แต่ต้องคิดต่อว่า

“เราจะควบคุมและกระจายเสียงไปยังพื้นที่ผู้ฟังอย่างไร?”

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ระบบ Line Array เข้ามามีบทบาท และ Wharfedale Pro WLA-112A ก็เป็น Active Array Element ที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับโจทย์ระบบเสียง Professional ลักษณะนี้โดยเฉพาะ

พื้นที่ใหญ่ คนฟังเยอะ ทำอย่างไรให้เสียงไปถึง? รู้จัก Wharfedale Pro WLA-112A Active Line Array

ทำไมพื้นที่ใหญ่จึงจัดการเสียงยากขึ้น?

ลองนึกภาพพื้นที่จัดงานที่มีผู้ชมตั้งแต่หน้าเวทีต่อเนื่องไปจนถึงด้านหลัง

ถ้าใช้แหล่งกำเนิดเสียงเพียงจุดเดียว สิ่งแรกที่ต้องเจอคือ ระยะทาง

เมื่อผู้ฟังอยู่ห่างจากลำโพงมากขึ้น ระดับเสียงที่ได้รับย่อมเปลี่ยนแปลงตามระยะและสภาพแวดล้อม ขณะเดียวกันยังต้องเจอกับปัจจัยอื่น เช่น รูปทรงของพื้นที่ ความสูงของจุดติดตั้ง พื้นผิวสะท้อนเสียง และสิ่งกีดขวาง

ดังนั้นระบบสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่จึงต้องให้ความสำคัญกับ Coverage หรือการครอบคลุมพื้นที่เสียง

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ทุกจุด “ดังที่สุด” แต่คือการออกแบบให้พลังงานเสียงถูกส่งไปยัง พื้นที่ที่ต้องการให้คนฟัง อย่างเหมาะสม

Line Array เข้ามาช่วยเรื่อง Coverage อย่างไร?

แนวคิดสำคัญของ Line Array คือการนำลำโพงหลายองค์ประกอบหรือ Array Elements มาจัดเรียงและกำหนดมุมระหว่างตู้ เพื่อสร้างรูปแบบการกระจายเสียงให้สัมพันธ์กับพื้นที่ผู้ฟัง

แทนที่จะมองลำโพงแต่ละใบแยกออกจากกัน จึงต้องมองทั้ง Array ว่าเป็น ระบบเดียว

ตัวอย่างเช่น หากพื้นที่ผู้ชมมีทั้งบริเวณใกล้เวทีและพื้นที่ลึกออกไป วิศวกรสามารถออกแบบรูปทรงของ Array และมุมระหว่างตู้ เพื่อกำหนดว่าลำโพงแต่ละส่วนของระบบจะช่วยครอบคลุมบริเวณใด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม Line Array ไม่ควรถูกเลือกจาก จำนวนวัตต์หรือจำนวนตู้ เพียงอย่างเดียว

แต่ต้องพิจารณาร่วมกันทั้ง

Coverage + ระยะทาง + ความสูง + มุม Array + จำนวนตู้ + SPL ที่ต้องการ

รู้จัก Wharfedale Pro WLA-112A

Wharfedale Pro WLA-112A เป็นลำโพง Active Array Element แบบ Coaxial 2-Way ขนาด 12 นิ้ว ในระบบ WLA-1A System

คำว่า Active หมายความว่า ภายในตัวลำโพงมีภาคขยายกำลังและระบบประมวลผล DSP มาให้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจัดหา Power Amplifier ภายนอกในรูปแบบเดียวกับระบบ Passive

ภายในใช้ไดรเวอร์จาก Beyma โดยส่วน LF เป็นไดรเวอร์ขนาด 12 นิ้ว Voice Coil 4 นิ้ว ส่วน HF เป็น Compression Driver Voice Coil 2.87 นิ้ว พร้อม HF Exit ขนาด 1.5 นิ้ว

ระบบให้กำลังขับรวม

680 W Continuous / 1,360 W Peak

และสามารถสร้างระดับความดังสูงสุดได้ถึง

133 dB @ 1 เมตร

พร้อมการตอบสนองความถี่ ±3 dB ที่ 55 Hz–20 kHz

จึงมีทั้งภาคขยาย ไดรเวอร์ และระบบประมวลผลอยู่ภายใน Array Element แต่ละใบ

Coaxial Design — ให้ LF และ HF ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

อีกหนึ่งหัวใจของ WLA-112A คือการออกแบบแบบ Coaxial 2-Way

แนวคิดของ Coaxial คือการจัดตำแหน่งของส่วนกำเนิดเสียง LF และ HF ให้อยู่บนแนวแกนร่วมกัน ช่วยให้การทำงานของสองย่านมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น

สำหรับระบบ Array เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะเมื่อมีลำโพงหลายใบทำงานพร้อมกัน เราไม่ได้ต้องจัดการเพียงระดับความดังของแต่ละตู้ แต่ยังต้องคำนึงถึง เวลาและความสัมพันธ์ของเฟส ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ด้วย

WLA-112A จึงทำงานร่วมกับ EVO-Fold Waveguide เพื่อช่วยควบคุมการกระจายเสียงให้มีความสม่ำเสมอและรักษาความสัมพันธ์ด้านเฟสทั้งในแนวนอนและแนวตั้ง

EVO-Fold Waveguide — ดังอย่างเดียวไม่พอ ต้องควบคุมว่าเสียงไปทางไหน

สำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ พลังของลำโพงมีความสำคัญ แต่ Directivity หรือทิศทางการกระจายเสียง ก็สำคัญไม่แพ้กัน

WLA-112A ใช้ EVO-Fold Waveguide โดยมี Nominal Horizontal Coverage ที่ 100° ส่วน Coverage ในแนวตั้งจะขึ้นอยู่กับการจัด Configuration ของ Array

สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของ Line Array คือ

ไม่ได้ออกแบบให้ลำโพงแต่ละใบกระจายเสียงเหมือนกันทุกทิศทาง แต่ใช้หลายองค์ประกอบมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Coverage ของทั้งระบบ

ดังนั้น จำนวนตู้และองศาที่ใช้จึงต้องเลือกจากพื้นที่จริง ไม่ใช่มีสูตรตายตัวว่าพื้นที่ขนาดหนึ่งต้องใช้ WLA-112A จำนวนกี่ใบเสมอไป

ปรับมุม Array ให้สัมพันธ์กับพื้นที่ผู้ชม

WLA-112A รองรับ Vertical Splay Angle ที่

0° / 5° / 10° / 15°

จึงสามารถกำหนดมุมระหว่าง Array Element ตามรูปทรง Coverage ที่ต้องการได้

ตัวอย่างเช่น ในระบบแขวน ลำโพงส่วนหนึ่งอาจถูกออกแบบให้ส่งพลังงานไปยังผู้ฟังบริเวณที่อยู่ไกลออกไป ขณะที่ส่วนล่างของ Array สามารถปรับมุมให้ครอบคลุมพื้นที่ผู้ฟังที่อยู่ใกล้เวทีมากกว่า

แต่ไม่ได้หมายความว่าการปรับมุมเพียงอย่างเดียวจะทำให้ Coverage สมบูรณ์ เพราะยังต้องพิจารณา ความสูงของ Array, จำนวนตู้, ระยะผู้ฟัง และระดับ SPL เป้าหมาย ประกอบกัน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่งาน Line Array ระดับ Professional ควรผ่านขั้นตอนการออกแบบระบบก่อนติดตั้งจริง

FIR Filtering — เมื่อหลายตู้ทำงานพร้อมกัน “เฟส” มีความสำคัญ

WLA-112A มี DSP ภายใน พร้อม FIR Processing และ FIR Preset จำนวน 8 รูปแบบ

FIR หรือ Finite Impulse Response สามารถนำมาใช้จัดการการตอบสนองของระบบทั้งในด้านความถี่และเฟส

Wharfedale Pro ใช้ FIR Filtering ใน WLA-112A เพื่อช่วยให้การตอบสนองมี Phase Coherence อย่างแม่นยำ

เรื่องนี้มีความสำคัญกับระบบ Array เพราะเมื่อมีลำโพงหลายใบทำงานพร้อมกัน เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้ทุกใบ “มีเสียงออก”

แต่ต้องทำให้แต่ละองค์ประกอบ ทำงานร่วมกันเป็นระบบ

จึงเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า Line Array สมัยใหม่ไม่ได้อาศัยเพียงตัวตู้และดอกลำโพง แต่ DSP กลายเป็นส่วนสำคัญของ System Design ด้วย

Active Line Array ช่วยลดความซับซ้อนด้าน Amplifier

ระบบ Line Array แบบ Passive ต้องออกแบบภาคขยายภายนอกให้สัมพันธ์กับจำนวนลำโพง โหลด และ Configuration ของระบบ

แต่ WLA-112A เลือกใช้แนวทาง Active โดยติดตั้ง Class-D Amplifier และ DSP มาในตัวลำโพงแต่ละใบ

ข้อดีคือ Amplifier และ Processing ถูกออกแบบมาให้ทำงานสัมพันธ์กับ Driver ของตัวลำโพงโดยตรง

นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันหลายส่วน เช่น

Independent LF/HF RMS & Peak Limiters, Clip Limiter, Thermal Protection, DC Protection และ Short Circuit Protection

ช่วยเพิ่มความพร้อมสำหรับการทำงานในสภาพแวดล้อม Professional ที่ระบบอาจต้องทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

Pro=Link — ระบบใหญ่ต้องควบคุมและตรวจสอบได้

เมื่อลำโพงจากหนึ่งใบกลายเป็นหลายใบ การเดินไปปรับลำโพงทีละตัวย่อมไม่ใช่ Workflow ที่เหมาะสม

WLA-112A จึงรองรับการเชื่อมต่อ Network ผ่าน RS485 บน RJ45 และสามารถควบคุมผ่านซอฟต์แวร์ Pro=Link

ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการและปรับแต่งการทำงานให้เหมาะกับ Venue และ Configuration ที่แตกต่างกันได้

นี่เป็นอีกความแตกต่างระหว่างลำโพง Active ทั่วไปกับ Active Array System สำหรับงาน Professional

เพราะเมื่อระบบมีขนาดใหญ่ ความสามารถในการ Control และ Tune ระบบ จะมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย

ไม่ได้จำกัดเฉพาะการแขวนเป็น Line Array

แม้ WLA-112A จะถูกออกแบบมาเป็น Array Element แต่รูปแบบการ Deployment มีความยืดหยุ่น โดยรองรับทั้ง

Flying — แขวนเป็น Array

Ground — จัดวางบนพื้น

Pole — ติดตั้งบนเสา

ตัวตู้มี Integral Rigging แบบ 3 จุด พร้อมอุปกรณ์ Rigging ที่เกี่ยวข้อง และมีช่อง Pole Mount ขนาด 35 มม. แบบ Dual Angle -2.5° / +7.5°

ตัวตู้ผลิตจาก Birch Plywood เคลือบผิว Black Tough-Tone พร้อมตะแกรงเหล็กเจาะรูเคลือบสีฝุ่น รองรับลักษณะการใช้งาน Professional Touring และ Installation

น้ำหนักสุทธิอยู่ที่ 30.4 กิโลกรัมต่อตู้

แล้ว WLA-112A เหมาะกับงานประเภทไหน?

WLA-112A ถูกวางแนวทางมาสำหรับงานที่ต้องการ ระบบเสียง Professional ที่สามารถออกแบบ Coverage และขยายจำนวน Array Element ตามพื้นที่

จึงสามารถนำไปพิจารณากับงานอย่าง Live Event, Concert, Auditorium, Performance Venue, Professional Touring และ Fixed Installation ได้ โดยจำนวนตู้และ Configuration ที่เหมาะสมต้องออกแบบตามสถานที่จริง

และหากงานต้องการพลังย่าน Low Frequency สูง เช่น Concert หรือ Electronic Music ก็ควรออกแบบ Subwoofer ให้ทำงานร่วมกับ WLA-112A ด้วย แทนที่จะคาดหวังให้ Array Element ขนาด 12 นิ้วรับผิดชอบย่านต่ำทั้งหมด

สรุป — พื้นที่ใหญ่ไม่ได้แก้ด้วยการ “เร่งให้ดังขึ้น” เพียงอย่างเดียว

เมื่อพื้นที่ใหญ่และมีผู้ฟังจำนวนมาก โจทย์ของระบบเสียงจะเปลี่ยนจาก

“ลำโพงตัวนี้ดังพอไหม?”

ไปเป็น

“ระบบนี้สามารถส่งและควบคุมเสียงให้ครอบคลุมพื้นที่ผู้ฟังได้อย่างไร?”

นี่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง Wharfedale Pro WLA-112A Active Line Array

ด้วยการออกแบบ Coaxial 2-Way ขนาด 12 นิ้ว, ไดรเวอร์ Beyma, EVO-Fold Waveguide, Class-D Amplification, DSP พร้อม FIR Processing, Pro=Link Control และระบบ Rigging สำหรับการจัด Array ทำให้แต่ละองค์ประกอบถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกันในระดับ System

เพราะสำหรับงาน Professional Audio

“เสียงไปถึง” ไม่ได้หมายถึงแค่ได้ยินจากด้านหลังงาน แต่หมายถึงการออกแบบให้ Coverage, ระดับเสียง และคุณภาพของเสียงเหมาะสมกับพื้นที่ผู้ฟังตั้งแต่หน้าเวทีไปจนถึงท้ายพื้นที่



Related

Projects