เวลาจัดระบบเสียงสำหรับงาน Event, Live Music, DJ หรือพื้นที่ขนาดใหญ่ หลายคนอาจเริ่มต้นจากการเลือกลำโพงหลักหรือ Top Speaker ที่มีกำลังขับและระดับความดังเพียงพอก่อน แต่เมื่อใช้งานจริงกลับพบว่า แม้เสียงร้องและเสียงดนตรีจะดังชัดเจน แต่ภาพรวมของเสียงยังรู้สึกว่า ขาดน้ำหนัก ขาดแรงปะทะ และย่านเสียงต่ำลงไปได้ไม่ลึกเท่าที่ต้องการ

นี่คือจุดที่ Subwoofer เข้ามามีบทบาท

หน้าที่ของ Subwoofer ไม่ใช่เพียงทำให้ “เบสดังขึ้น” แต่เป็นลำโพงที่ออกแบบมาเพื่อรับผิดชอบย่านความถี่ต่ำโดยเฉพาะ เช่น เสียง Kick Drum, Bass Guitar, Electronic Bass และ Low Frequency Effect ต่าง ๆ ช่วยให้ระบบสามารถถ่ายทอดพลังของดนตรีได้ครบย่านมากขึ้น

โดยเฉพาะ Subwoofer ขนาด 18 นิ้ว ที่สามารถตอบสนองย่านความถี่ต่ำและสร้างระดับเสียงสูง จึงเหมาะกับงาน Professional Audio ที่ต้องการทั้งพลังเสียงและความครอบคลุมของย่านต่ำ

แต่คำถามคือ ทุกงานจำเป็นต้องใช้ Subwoofer 18 นิ้วหรือไม่? และงานแบบไหนที่ควรเพิ่ม Sub เข้าไปในระบบ?

งานแบบไหนควรเพิ่ม Subwoofer 18 นิ้วให้กับระบบเสียง?

งาน Live Music ที่ต้องการน้ำหนักของกลองและเบส

สำหรับงานแสดงดนตรีสด การมีลำโพง Top ที่ให้เสียงร้องและเครื่องดนตรีชัดเจนเป็นเรื่องสำคัญ แต่เครื่องดนตรีบางประเภทมีพลังงานอยู่ในย่านความถี่ต่ำจำนวนมาก โดยเฉพาะ

Kick Drum / Bass Guitar / Keyboard / Synthesizer

หากให้ลำโพง Top รับผิดชอบทุกย่านความถี่เพียงอย่างเดียว ระบบอาจไม่สามารถถ่ายทอดน้ำหนักของเครื่องดนตรีเหล่านี้ได้เต็มที่

การเพิ่ม Subwoofer 18 นิ้วจึงช่วยให้ระบบมีลำโพงที่รับหน้าที่ย่านต่ำโดยเฉพาะ ทำให้เสียงกลองมีแรงปะทะ เสียงเบสมีน้ำหนัก และภาพรวมของดนตรีมีความเต็มมากขึ้น

ตัวอย่างอย่าง PROEL DIVASUB18A ใช้วูฟเฟอร์ขนาด 18 นิ้ว Voice Coil 3 นิ้ว ตอบสนองความถี่ 35–160 Hz และให้ระดับความดังสูงสุด 132 dB จึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับงานที่ต้องการพลังในย่าน Low Frequency อย่างจริงจัง

งาน DJ / EDM / Party ที่ “เบส” เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์

สำหรับดนตรี Electronic, EDM, Dance หรือ DJ ย่านเสียงต่ำไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบประกอบเพลง แต่เป็นส่วนสำคัญของอารมณ์และพลังของงาน

เสียง Kick และ Sub Bass ต้องสร้างแรงปะทะและน้ำหนักให้ผู้ฟังสัมผัสได้

ดังนั้น งานประเภทนี้จึงเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ควรพิจารณา Subwoofer 18 นิ้ว โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่และจำนวนผู้ฟังเพิ่มขึ้น

DIVASUB18A มี Class-D Amplifier กำลังขับ 750 วัตต์ต่อเนื่อง และสูงสุด 1,500 วัตต์ พร้อมโหมด EQ ให้เลือกทั้ง FLAT สำหรับการตอบสนองที่เป็นธรรมชาติ และ BOOST สำหรับงานที่ต้องการเน้นย่านความถี่ต่ำมากขึ้น

งาน Event ที่ใช้พื้นที่ขนาดกลางถึงใหญ่

เมื่อพื้นที่จัดงานใหญ่ขึ้น สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ได้มีเพียงว่า “ลำโพงดังพอหรือไม่” แต่ต้องดูว่า ระบบสามารถรักษาสมดุลของย่านความถี่ได้หรือไม่

บางระบบอาจให้เสียงกลางและเสียงสูงไปถึงพื้นที่ผู้ฟังได้ดี แต่เมื่อระยะห่างเพิ่มขึ้น ความรู้สึกของน้ำหนักเสียงต่ำอาจไม่เพียงพอกับลักษณะงาน

การเพิ่ม Subwoofer จึงช่วยเติมฐานเสียงให้กับระบบ โดยเฉพาะงาน เช่น

Concert / Corporate Event ที่มีการแสดงดนตรี / Outdoor Event / Festival / งานเปิดตัวสินค้า / งาน Entertainment

อย่างไรก็ตาม จำนวน Subwoofer ที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาระดับ SPL ที่ต้องการ รูปทรงพื้นที่ จำนวนผู้ชม ตำแหน่งติดตั้ง และประเภทของโปรแกรมเสียงร่วมกัน

ระบบ PA ที่ต้องการแบ่งหน้าที่ระหว่าง Top และ Sub ให้ชัดเจน

อีกเหตุผลหนึ่งของการเพิ่ม Subwoofer คือ ไม่จำเป็นต้องให้ลำโพง Top ทำงานทุกย่านความถี่

แนวคิดของระบบ Top + Sub คือให้แต่ละส่วนรับผิดชอบช่วงความถี่ที่เหมาะสมกับตัวเอง แล้วกำหนดจุดแบ่งความถี่หรือ Crossover ให้ระบบทำงานร่วมกัน

DIVASUB18A มี DSP ที่สามารถกำหนด Crossover ได้จากตัวเครื่อง พร้อมการตั้งค่า Phase และ Delay เพื่อช่วยในการปรับการทำงานร่วมกับลำโพงหลัก

จุดนี้สำคัญ เพราะการมี Subwoofer ไม่ได้หมายความว่าเพียงวางไว้ใต้ลำโพง Top แล้วระบบจะทำงานได้เหมาะสมทันที การตั้ง Crossover, Phase, Delay และระดับเสียงให้สัมพันธ์กัน มีผลโดยตรงต่อการรวมตัวของเสียงระหว่าง Top และ Sub

งานที่ต้องควบคุมเสียงเบสไม่ให้ย้อนกลับไปบนเวทีมากเกินไป

ปัญหาหนึ่งของ Subwoofer คือย่านความถี่ต่ำมีลักษณะกระจายเสียงค่อนข้างกว้าง จึงอาจมีพลังงานบางส่วนย้อนกลับไปยังบริเวณเวที

ผลที่ตามมาอาจเป็นเสียง Low Frequency บนเวทีมากเกินความต้องการ และทำให้การจัดการ Monitor หรือภาพรวมของระบบซับซ้อนขึ้น

DIVASUB18A จึงมีโหมด Cardioid Front และ Cardioid Rear สำหรับนำ Subwoofer จำนวน 2 ตัวมาจัดวางและตั้งค่าร่วมกัน เพื่อเน้นการกระจายพลังงานไปทางด้านหน้า พร้อมลดการแผ่เสียงไปด้านหลัง

ในการจัดวางตามรูปแบบที่กำหนด ระบบสามารถเพิ่มระดับเสียงด้านหน้าได้ประมาณ +6 dB พร้อมลดพลังงานด้านหลัง จึงเหมาะกับงานที่ต้องการควบคุมทิศทางของ Low Frequency มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Cardioid Subwoofer ต้องอาศัย ตำแหน่ง การตั้งค่า และสภาพพื้นที่ที่เหมาะสม และสำหรับ DIVASUB18A ไม่แนะนำให้มีสิ่งกีดขวางในระยะต่ำกว่า 2 เมตร เนื่องจากอาจส่งผลต่อรูปแบบการกระจายเสียง

งาน Rental และ Mobile Event ที่ต้องเคลื่อนย้ายระบบเป็นประจำ

Subwoofer 18 นิ้วมีข้อแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน คือให้พลังเสียงย่านต่ำสูง แต่ตัวตู้ก็มักมีขนาดและน้ำหนักมากกว่าลำโพงขนาดเล็ก

ดังนั้นสำหรับ Rental Company หรือทีม Event เรื่อง การขนย้ายและ Setup จึงควรนำมาพิจารณาพร้อมกับ Performance

DIVASUB18A มีน้ำหนัก 38 กิโลกรัม ตัวตู้ผลิตจากไม้อัดหนา 15/18 มม. พร้อมมือจับ 2 จุด และให้ ล้อขนาด 75 มม. จำนวน 4 ล้อพร้อมระบบเบรก มาเป็นมาตรฐาน ช่วยให้การเคลื่อนย้ายหน้างานสะดวกขึ้น

ด้านบนยังมีช่องเสาแบบ M20 สำหรับจัดระบบร่วมกับลำโพง Top ได้อีกด้วย

แล้วงานแบบไหนอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้ Subwoofer 18 นิ้ว?

แม้ Subwoofer 18 นิ้วจะช่วยเพิ่ม Performance ให้ระบบได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกงานจำเป็นต้องใช้

หากเป็นงานที่เน้น เสียงพูดเป็นหลัก เช่น ห้องประชุมขนาดเล็ก งานสัมมนา การบรรยาย หรือ Presentation ที่แทบไม่มีการเปิดเพลง การเพิ่ม Subwoofer ขนาดใหญ่อาจไม่ได้สร้างประโยชน์เทียบเท่ากับต้นทุน พื้นที่ และภาระในการขนย้ายที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นก่อนเลือก Subwoofer ควรถามก่อนว่า

งานของเราใช้เสียงอะไร? → พื้นที่ใหญ่แค่ไหน? → ต้องการ SPL เท่าไร? → ต้องการย่านต่ำลึกแค่ไหน? → ใช้ Top รุ่นอะไร? → ระบบต้องเคลื่อนย้ายบ่อยหรือไม่?

ไม่ควรตัดสินจากคำว่า “18 นิ้วใหญ่กว่า จึงดีกว่า” เพียงอย่างเดียว

Subwoofer 18 นิ้วไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้เสียงเบสดังขึ้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบระบบ PA ให้สามารถถ่ายทอดย่านความถี่ต่ำได้อย่างเหมาะสม

สำหรับงาน Live Music, DJ, EDM, Event, Outdoor และระบบ PA ที่ต้องการพลังของ Kick Drum, Bass และ Low Frequency อย่างจริงจัง การเพิ่ม Subwoofer 18 นิ้วสามารถช่วยให้ระบบมีน้ำหนักและพลังมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้แบ่งหน้าที่ระหว่างลำโพง Top และ Sub ได้อย่างเป็นระบบ

PROEL DIVASUB18A จึงถูกออกแบบมาเพื่อโจทย์เหล่านี้ ด้วยวูฟเฟอร์ 18 นิ้ว, Class-D 750 W RMS / 1,500 W Peak, ความถี่ 35–160 Hz, Max SPL 132 dB และระบบ DSP สำหรับควบคุม EQ, Crossover, Phase และ Delay รวมถึงรองรับการจัดระบบ Cardioid เมื่อต้องการควบคุมทิศทางของเสียงย่านต่ำ

สุดท้าย การเลือกระบบที่เหมาะสมจึงไม่ควรถามเพียงว่า “ต้องใช้ซับ 18 นิ้วหรือไม่?”



Related

Projects