เมื่อ “ลำโพง” ไม่ได้มีหน้าที่แค่ส่งเสียง เวลาจัดบ้าน เรามักเลือกเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ โต๊ะ หรือของตกแต่งแต่ละชิ้นอย่างตั้งใจ เพราะทุกสิ่งที่อยู่ในห้องล้วนมีผลต่อบรรยากาศโดยรวม แต่พอเป็นเรื่องเครื่องเสียง หลายคนกลับเริ่มจากคำถามว่า “จะเอาลำโพงไปซ่อนไว้ตรงไหนดี?” เพราะลำโพงบางประเภทอาจมีรูปลักษณ์ที่ดูเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากเกินไป หรือมีขนาดและสายเชื่อมต่อที่ทำให้จัดเข้ากับพื้นที่ได้ยาก

แต่ลำโพงไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ต้องซ่อนเสมอไป ถ้ารูปลักษณ์ วัสดุ และการออกแบบได้รับการคิดมาให้เข้ากับพื้นที่ ลำโพงหนึ่งตัวสามารถทำหน้าที่ได้ทั้ง สร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลง และเป็นส่วนหนึ่งของ Interior

นี่คือแนวคิดที่เห็นได้ชัดใน Klipsch The One Plus และ Klipsch The Three Plus ลำโพง Bluetooth จากตระกูล Premium Bluetooth Speaker ที่นำภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Klipsch มาผสมกับการใช้งานยุคใหม่ ตั้งแต่งานไม้ แผงควบคุมด้านบน ไปจนถึง Bluetooth 5.3 และ Klipsch Connect App

ทำให้ลำโพงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ “เปิดเพลง” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของห้องได้ด้วย

เลือกลำโพงให้เข้ากับบ้าน เริ่มจาก “พื้นที่” ไม่ใช่แค่สเปก

งานไม้จริง ทำให้ลำโพงแต่ละตัวมีรายละเอียดเป็นของตัวเอง

สิ่งแรกที่ทำให้ The One Plus และ The Three Plus แตกต่างจากภาพจำของลำโพง Bluetooth ทั่วไป คือการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Heritage ของ Klipsch ตัวลำโพงใช้ Real Wood Veneer ร่วมกับแผงควบคุมด้านบนและหน้ากากผ้า

เสน่ห์ของไม้วีเนียร์แท้คือ ลวดลายของไม้แต่ละชิ้นมีรายละเอียดแตกต่างกัน ทำให้พื้นผิวของลำโพงมีความเป็นธรรมชาติ และสามารถเข้ากับวัสดุอื่นภายในบ้านได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะไม้ ชั้นวางหนังสือ เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่ง แทนที่จะต้องซ่อนลำโพงไว้ในมุมห้อง จึงสามารถนำมาวางเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ได้อย่างตั้งใจ บน Side Table ในห้องนอน บน Credenza ในห้องนั่งเล่น บนชั้นหนังสือในมุมอ่านหนังสือหรือบนโต๊ะในพื้นที่ทำงาน

ลำโพงจึงไม่จำเป็นต้องแยกออกจาก Interior แต่สามารถอยู่ร่วมกับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งชิ้นอื่นได้

The One Plus — เมื่ออยากให้เสียงเพลงอยู่ในพื้นที่โดยไม่แย่งความเด่นของห้อง

สำหรับพื้นที่ที่ไม่ได้ใหญ่มาก หรือบริเวณที่มีพื้นที่วางจำกัด Klipsch The One Plus เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากขนาดตัวเครื่องประมาณ 12 × 6.39 × 6 นิ้ว และน้ำหนักประมาณ 3.6 กิโลกรัม

ขนาดที่กะทัดรัดทำให้สามารถจัดวางบนเฟอร์นิเจอร์ได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องจัดพื้นที่สำหรับชุดเครื่องเสียงขนาดใหญ่

เหมาะกับพื้นที่อย่าง ห้องนอน มุมอ่านหนังสือ โต๊ะทำงาน หรือพื้นที่พักผ่อนขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ขนาดเล็กไม่ได้หมายความว่าต้องลดองค์ประกอบด้านเสียงลงทั้งหมด The One Plus ใช้ไดรเวอร์ Full-Range ขนาด 2.25 นิ้ว 1 ดอก ทำงานร่วมกับ Woofer ขนาด 4.5 นิ้ว 1 ดอก และ Passive Radiator ขนาด 4.5 นิ้ว 2 ดอก ตอบสนองความถี่ 55Hz–20kHz ให้กำลังขับสูงสุด 60W Peak และระดับเสียงสูงสุดตามข้อมูลที่ระบุไว้ที่ 103dB

Passive Radiator ทั้งสองตัวเข้ามาช่วยเสริมการทำงานในย่านความถี่ต่ำ ทำให้ The One Plus สามารถสร้างเสียงที่มีน้ำหนักจากตัวเครื่องที่ยังคงมีขนาดกะทัดรัด จึงเหมาะกับแนวคิด “มีเสียงเพลงอยู่ในห้อง โดยไม่ต้องให้เครื่องเสียงครองพื้นที่ของห้อง”

The Three Plus — เมื่อพื้นที่ใหญ่ขึ้น และอยากให้ลำโพงมี Presence มากขึ้น

หากขยับจากห้องนอนหรือมุมส่วนตัวไปสู่ ห้องนั่งเล่น พื้นที่ส่วนกลาง หรือบริเวณที่ต้องการเติมเสียงให้เต็มพื้นที่มากขึ้น ก็สามารถขยับขึ้นมาเป็น Klipsch The Three Plus

The Three Plus ใช้ Full-Range Driver ขนาด 2.25 นิ้ว จำนวน 2 ดอก ร่วมกับ Woofer ขนาด 5.25 นิ้ว 1 ดอก และ Passive Radiator ขนาด 5.25 นิ้ว 2 ดอก

การตอบสนองความถี่ลงได้ถึง 45Hz–20kHz มีกำลังขับสูงสุด 120W Peak และระดับเสียงสูงสุดตามข้อมูลที่ระบุไว้ที่ 106dB

เมื่อเทียบกับ The One Plus จึงเป็นรุ่นที่เหมาะกับการนำไปใช้ในพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น หรือต้องการพลังเสียงและย่านความถี่ต่ำที่มากขึ้น

ในแง่ของ Interior ตัวเครื่องยังคงใช้แนวทางการออกแบบแบบเดียวกัน ทั้งไม้วีเนียร์แท้ หน้ากากผ้า และแผงควบคุมด้านบน

จึงสามารถนำไปวางบนตู้ Sideboard, Credenza หรือชั้นวางในห้องนั่งเล่น โดยให้ลำโพงกลายเป็นหนึ่งใน Visual Elements ของห้องได้

หน้าตาเป็น Heritage แต่การใช้งานเป็นลำโพงยุคใหม่

แม้ The One Plus และ The Three Plus จะใช้รูปลักษณ์ที่มีกลิ่นอายคลาสสิก แต่การใช้งานภายในถูกออกแบบมาสำหรับการฟังเพลงในปัจจุบัน

ทั้งสองรุ่นรองรับ Bluetooth 5.3 สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ในระยะสูงสุดประมาณ 12 เมตร และจดจำอุปกรณ์ที่เคยเชื่อมต่อได้สูงสุด 8 เครื่อง

จึงเหมาะกับบ้านที่มีผู้ใช้งานหลายคน เพราะสมาชิกในบ้านสามารถนำ Smartphone หรือ Tablet ของตัวเองมาเชื่อมต่อเพื่อเปิดเพลงได้

นอกจากนี้ยังรองรับ Klipsch Connect App สำหรับควบคุมผ่าน Smartphone หรือ Tablet ปรับ EQ บันทึกการตั้งค่าที่ชื่นชอบ และรองรับ Firmware Update ในอนาคต

จึงเกิดการผสมกันระหว่างสองโลกอย่างชัดเจน

รูปลักษณ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องเสียง Klipsch แบบดั้งเดิมกับความสะดวกในการใช้งานแบบลำโพง Bluetooth ยุคใหม่

ไม่ได้มีแค่ Bluetooth — USB-C เพิ่มทางเลือกให้การฟังเพลง

ทั้ง The One Plus และ The Three Plus รองรับ USB-C

จึงสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์สำหรับการเล่นเพลงผ่านสายได้ นอกเหนือจากการใช้งาน Bluetooth

USB-C ยังสามารถใช้จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อย่าง WiiM Mini ได้ ทำให้สามารถนำ Network Streamer มาเพิ่มเข้าสู่ระบบ เพื่อขยายรูปแบบการฟังเพลงผ่านเครือข่ายได้อีกทางหนึ่ง

ดังนั้น แม้พื้นฐานของทั้งสองรุ่นจะเป็นลำโพง Bluetooth แต่รูปแบบการใช้งานไม่ได้ถูกจำกัดไว้เพียงการเปิดเพลงจาก Smartphone เท่านั้น

ถ้ามีเครื่องเล่นแผ่นเสียง The Three Plus จะน่าสนใจขึ้นอีกขั้น

หนึ่งในความแตกต่างสำคัญของ The Three Plus คือการมี RCA พร้อม Phono Pre-Amp

ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เหมาะสมได้โดยตรง

จุดนี้เข้ากับแนวทางการออกแบบของ The Three Plus อย่างน่าสนใจ เพราะเราสามารถจัดมุมฟังเพลงให้มีทั้ง Turntable, แผ่นเสียง และลำโพงอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีชุดเครื่องเสียงหลายชิ้น

นอกจากนี้ The Three Plus ยังรองรับ Optical Input และการถอดรหัสเสียงความละเอียดสูงสุด 96kHz/24-bit จึงมีทางเลือกด้านการเชื่อมต่อมากกว่า The One Plus สำหรับคนที่ต้องการให้ลำโพงหนึ่งตัวเป็นศูนย์กลางของมุมฟังเพลงภายในบ้าน

Broadcast Mode — เมื่ออยากให้บรรยากาศเดียวกันไปมากกว่าหนึ่งจุด

ทั้งสองรุ่นรองรับ Broadcast Mode

ฟังก์ชันนี้ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อลำโพง Klipsch Premium Bluetooth Speaker ที่รองรับเข้าด้วยกันแบบไร้สายได้มากกว่า 10 ตัว

จึงสามารถขยายเสียงเพลงไปยังหลายตำแหน่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดการฟังอยู่กับลำโพงเพียงตัวเดียว

สำหรับบ้านที่มีพื้นที่ใช้งานหลายส่วน แนวคิดนี้ทำให้ลำโพงแต่ละตัวสามารถถูกจัดวางให้เข้ากับ Interior ของแต่ละพื้นที่ ขณะที่ยังสามารถสร้างบรรยากาศเสียงเพลงต่อเนื่องไปยังบริเวณอื่นได้

แล้วควรเลือก The One Plus หรือ The Three Plus?

คำตอบไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่า

“รุ่นไหนดีกว่า?”

แต่อาจเริ่มจาก

“เราจะนำลำโพงไปวางตรงไหน?”

หากเป็น ห้องนอน โต๊ะทำงาน มุมอ่านหนังสือ หรือพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่มาก และต้องการลำโพงที่กะทัดรัด จัดวางง่าย The One Plus สามารถตอบโจทย์ได้โดยไม่ทำให้ลำโพงแย่งพื้นที่จากเฟอร์นิเจอร์อื่นมากเกินไป

แต่หากเป็น ห้องนั่งเล่น พื้นที่ส่วนกลาง หรือพื้นที่ที่ต้องการพลังเสียงมากขึ้น The Three Plus มีระบบไดรเวอร์ที่ใหญ่กว่า กำลังขับสูงกว่า และการตอบสนองย่านต่ำที่ลงได้ลึกกว่า

รวมถึงมี RCA/Phono และ Optical เพิ่มเข้ามาสำหรับคนที่ต้องการเชื่อมต่อแหล่งเสียงได้หลากหลายขึ้น

ดังนั้นการเลือกสองรุ่นนี้จึงไม่จำเป็นต้องมองเพียงสเปก แต่สามารถเลือกตาม ขนาดพื้นที่ ลักษณะการฟัง อุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ และบทบาทที่อยากให้ลำโพงมีต่อ Interior

เครื่องเสียงที่ดี ไม่จำเป็นต้องถูกซ่อนออกจากบ้าน

บ้านคือพื้นที่ที่สะท้อนรสนิยมของคนที่อยู่ภายใน

เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ของตกแต่งทุกชิ้น รวมถึงเครื่องเสียง จึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมเดียวกันได้

Klipsch The One Plus และ The Three Plus นำแนวคิดนี้มารวมกับการใช้งานของลำโพง Bluetooth ยุคใหม่

ด้านหนึ่งคือ Real Wood Veneer, หน้ากากผ้า และงานออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Heritage ของ Klipsch

อีกด้านคือ Bluetooth 5.3, USB-C, Klipsch Connect App และ Broadcast Mode

The One Plus นำทั้งหมดนี้มาอยู่ในขนาดที่เหมาะกับพื้นที่กะทัดรัด ขณะที่ The Three Plus เพิ่มขนาดระบบเสียง พลังเสียง และช่องเชื่อมต่ออย่าง RCA/Phono และ Optical สำหรับการใช้งานที่หลากหลายขึ้น

ดังนั้น ก่อนเลือกลำโพง Bluetooth สักตัวเข้าบ้าน อาจไม่จำเป็นต้องถามเพียงว่า

“เสียงดังแค่ไหน?”

แต่อาจเพิ่มอีกคำถามว่า

“เรายินดีวางลำโพงตัวนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของห้องหรือเปล่า?”

เพราะเมื่อรูปลักษณ์และเสียงสามารถอยู่ร่วมกันได้

ลำโพงก็ไม่จำเป็นต้องถูกซ่อนอีกต่อไป Klipsch The One Plus & The Three Plus — ให้เสียงเพลงเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ และให้เครื่องเสียงเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งบ้าน



Related

Projects